Breaking point

Breaking point

July 10, 2010 7:20 pm 1 comment

(คิดถึงบล็อกมากกกกกกก)

ตอนนี้ถึงจุดที่ว่า…สุดๆไปเลยว่ะม.5 จากที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือว่าหนักหนาสาหัส นึกไม่ออกจนกระทั่งได้มาเจอเองเนี่ยแหละ…

อาทิตย์ก่อนก็งานวันภาษาไทย(สุนทรภู่) ซึ่งรร.เราจัดเว่อร์ทุกปี แต่ที่แปลกไปคือปีนี้พวกอิชั้นอยู่ม.5ซึ่งต้องเป็นแม่งานว่ะค่ะ แถมต้องทำดีๆด้วยไม่งั้นอายน้องตาย เราเองก็วิ่งวุ่นตัดต่อเพลงให้ห้องทั้งวันจนไม่ได้กินข้าว แล้วเป็นคนถ่ายรูปบริเวณงานด้วย จริงๆกะจะลงรูปอยู่แต่โฮสเอ๋อเร๋อซะก่อน เลยวืดไปซะ จบจากงานภาษาไทยก็ต่อท้ายด้วยกีฬาสีเต็มๆ หนึ่งอาทิตย์ต่อมาก็สอบมิดเทอมทันที แล้วก็จ่อท้ายด้วยงานวิทย์ ที่พูดมาทั้งหมดคือพวกอิชั้นเป็นแม่งาน ฟังแล้วลมแทบจับ นี่ไม่รวมโครงงานวิทย์ ที่โหดชิบหาย(นั่งแก้โครงร่างอยู่นี่แหละ อู้มาอัพบล็อกซักนิด)

เรื่องหลักจะมาบ่นกีฬาสีจ่ะ สารภาพว่าตอนนี้เหนื่อยมาก ไม่มีอะไรนิยามได้ถูกจุดเท่าคำว่า “เหนื่อย” เหนื่อยกาย แถมที่มากกว่าคือเหนื่อยใจเนี่ยสิ

ขอเล่าก่อนว่าอันตัวเรานั้นอยู่สีเหลือง ซึ่งพอรายคนสมาชิกสีม.5ออก ทุกคนก็ตื่นเต้นกันมาก พวกตัวแม่ ตัวเบ้งๆอยู่สีเหลืองหมดเลย บอกได้คำเดียวว่าแค่ดูชื่อก็น่ากลัวแล้ว – -;; ทีนี้พอถึงตอนเลือกเฮดงานต่างๆ กองเชียร์ พาเหรด กีฬา ก็โดนพวกตัวแม่ทั้งหลายเนี่ยแหละ…

อุ้ย เหมือนจะดี

แต่ช้าแต่ เฮดทั้งหลายคือที่พวกนางๆเลือกกันเอง…โดยอาศัยความฉาวและเสียงดังกว่า ไม่มี๊การถามความเห็นอะไรทั้งนั้น อิหอยน้อยเบี้ยน้อยที่เหลือได้แต่นั่งงง คือเมิงพูดไรกัน ถามกุบ้างมั้ย …อารมณ์แบบนั้น

แล้วลางร้ายก็(เริ่ม)ปรากฏ ตั้งแต่วันที่เลือกคอนเซ็ปสี

ฝ่ายตัวแม่ฟันธงทำ School bus (ด้วยการตะโกนถามเพื่อนหลังจากคุยกันอยู่สามสี่คนว่า “คอนเสป school bus มีใครไม่เห็นด้วยบ้าง” …เว้น 5 วิ…”งั้นตกลงทำ school bus”) แต่ฝ่ายตัวหอยชอบ Egypt แต่สุดท้าย school bus ก็เป็นฝ่ายมีชัย เอ๊ะ เพราะอะไรไม่รู้นะ เอาเป็นว่ามีคนอีกมากไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อเพื่อนโหวต โอเค๊ เป็นไงเป็นกัน ทำก็ได้เราไม่เรื่องมากอยู่แล้ว แถมตอนประชุมเรื่อง cut-out และอื่นๆก็แสนจะดูดี หรูหรา น่ารัก น่าทำ อลังการอย่างนู้นอย่างนี้ เราก็โอเค

มาจะกล่าวบทไป ว่าพวกงานใหญ่ๆทั้งหลายที่ต้องทำทั้งสายชั้น เราจะเป็นพวกทำตามคำสั่งซะมากกว่า เสนอไอเดียบ้าง ออกความเห็นบ้าง แต่พองานสีเห็นอนาคตตัวเองเลยว่า คงจะได้เป็นแต่คนนอกวงอย่างเดียวว่ะ ลงชื่ออยู่ฝ่ายศิลป์แต่ไปเสิร์ฟน้ำตลอด ไอออกแบบเสื้อสตาฟฟ์ก็…อด เซ็งบ้าง เบื่อบ้าง แต่คงจะดีแล้วมั้ง ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก คือไม่สันทัดเรื่องทุ่มเทหรือสละตนเองเพื่องานหรืออะไรเทือกนี้ อยู่แบบนี้ก็สบายดี มีไรให้ช่วยค่อยบอกละกัน = =;;

ทว่าวันที่เปลี่ยนชะตาชีวิตข้าพเจ้าก็มาถึง วันที่เราบังเอิญไปนั่งข้างเพื่อนที่อยู่ฝ่ายพาเหรดคุยกับครู ณ ตอนนั้นเหลืออีกประมาณสามสัปดาห์ก็กีฬาสีแล้ว ซึ่งปีนี้ไม่รู้เป็นไงกีฬาสีเริ่มโคดช้า เวลาเตรียมงานน้อยกว่าทุกปี และจากที่เนียนไปอยู่ฝ่ายพาเหรดชั่วครู่ทำให้รู้ว่า ณ จุดๆนั้นความคืบหน้าของพาเหรดสีเหลืองคิดเป็น 0%

ถูก…0% อีกสามอาทิตย์กับกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น

ขนาดเราที่ไม่ค่อยอยากรับผิดชอบอะไรมากยังอดอึ้งไม่ได้ ฝ่ายพาเหรดจริงๆเหลืออยู่สองคน ที่น่าตกใจกว่าคือเฮดไม่แม้แต่จะเหลียวแล จนกว่าเราจะเดินเข้าไปลากตัวมานั่นแหละ(เมามันกับการตีกลอง) เราที่ไหนๆก็เสร่อแล้วเลยเสร่อเสนอไอเดียต่อไป ตอนแรกก็คิดป้ายอะไรเล็กๆน้อยๆ เรื่องขบวนไม่อยากวางอะไรมาก กลัวจะเป็นการก้าวก่ายงานซะงั้น

เราเสนอของเราไปเรื่อยๆ ไอเรื่องคิดอะไรแปลกๆไม่ปกติชั้นล่ะชอบ วันละนิดวันละหน่อย แต่กับความหวังที่จะได้รูปขบวนจากเฮดล่ะกลับเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปเราแทบจะยังไม่มีอะไรเป็นกลุ่มก้อนออกมาเลย เฮดก็ยังคงมุ่งมั่นกับการตีกลองร้องป่าว ไม่มีวันไหนเลยที่จะเดินเข้ามาแล้วถามถึงงาน จนเพื่อนสะกิดว่ามันไม่ไหวแล้วจริงๆ เวลาเหลือน้อยมากแต่ยังไม่ได้เริ่มอะไรจริงจังเลย

ความหวังเลยมากองที่กูค่ะ

ปัญหาคือชีวิตนี้ชั้นไม่คิดว่าจะต้องมียุ่งกับพาเหรด อะไรสวยๆงามๆจงไปให้ไกลตีน แต่มันก็ดีอย่างคือกับคนที่ไม่เคยจับงานพาเหรดมาก่อน เราเลยเริ่มต้นแบบแปลกๆ (จะมองว่าแนวก็ได้มั้งถ้าจะยอตัวเองน่ะ) ตอนนั้นไม่สนแล้วว่าเราจะ “ทำท่าว” รึเปล่า (ภาษาใต้แปลประมาณว่าทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ตัวท่าเก่งดีอะไรประมาณนี้) ในเมื่อเฮดไม่สนใจ เราพูดอะไรเค้าก็พยักหน้าอย่างเดียวแล้วไปตีกลองต่อ ก็ให้ทำไง…เราเลยจัดการวางแผนงานเองหมดเลย อุปกรณ์อะไรบ้างซื้อให้ หน้าตายังไง ก็วาดป้ายทีละป้ายแล้ว label เรียบร้อยทั้งขบวน

ยังงงอยู่เลยว่าเราถลำลึกมาขนาดนี้ได้ยังไง จากคนที่อยู่เฉยๆ ทำตามคนอื่นอย่างเดียว พลิกเป็นอีกด้านนึงชั่วข้ามคืน ต้องยืนชี้นิ้วสั่งงาน(แถมทุกคนยังบ้าจี้ทำตามหมดเลยว่ะ T T) จัดการทุกอย่าง

จนตอนนี้เข้าใจเลยว่าหัวหน้าไม่ใช่คนที่ “ทำ” มากที่สุด แต่หมายถึงคนที่ “คิด” มากที่สุด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆคือเราต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องไอเดียที่จะใส่เข้าไป และบริหารจัดการทุกอย่าง ซึ่งถ้ามาลองนึกๆดูแล้วเราแทบไม่ได้นั่งลงทำงาน ไม่มีระบายสี ไม่มีตัดกระดาษ แต่ร่อนไปร่อนมาทั่วสียื่นกระดาษให้เพื่อน อธิบายว่าต้องการแนวไหนแล้วก็ปล่อยให้ทำ เหมือนจะง่ายจ่ะ แต่มันมีหลายอย่าง หลายคน หลายสิ่ง สารภาพเลยว่าหัวหมุนติ้วจนมึนไปหมดเลย – - แต่พูดถึงก็สนุกนะ เพราะเราชอบออกแบบชอบคิดอยู่แล้วก็เลยเข้าทางพอดี ทำงานกับเพื่อนเยอะๆก็เฮฮาจะตาย

อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างแรงคือเวลานอน ปกติห้าทุ่มนี่ล้มตัวบนเตียงแล้ว แต่หลังจากเป็นเฮดจำเป็น เวลานอนแต่ละวันแทบไม่ซ้ำกันเลย – -;; บางวันตีหนึ่ง บางวันนอนตั้งแต่หกโมงถึงตีหนึ่งแล้วตื่นขึ้นมาทำงาน บางวันกลับจากรร.สองทุ่มอาบน้ำเสร็จนอนตายแล้วตื่นมาทำงานต่อตีห้า บางวันนอนหนึ่งทุ่มตื่นเที่ยงคืนแล้วทำงานยาวถึงตีสีแล้วนอนต่อ เคยนั่งทำการบ้านแล้วอยู่ๆก็ช็อตแล้วหลับยาววววไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ – -^^ ตื่นมาอีกทีก็ยังอยู่ท่าเดิม วันนี้ก็คิดอยู่ว่าจะนอนยังไงวะ ฮ่วย

โดยรวมก็มีเครียดบ้างเรื่องงาน แต่เครียดเรื่องเพื่อนมากกว่า เพราะเหมือนจะแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงก็พวกตัวแม่ๆนั่นแหละ คือหลายๆคนไม่อยากทำงานด้วย เพราะไม่ค่อยแจกงานเท่าไหร่ จะทำคัตเอาท์ก็ทำกันอยู่กับพวกตัวเอง ส่วนที่เหลือเป็นคนนอกอะไรเทือกนั้น แล้วก็จะมีจิกๆกัดๆผ่านเฟซบุ๊ค ยิ่งวันหลังๆยิ่งเหมือนเหตุการณ์จะยิ่งเลยเถิด ไม่ได้ด่ากันตรงๆนะ แต่ความไม่พอใจมันจะค่อยเพิ่มขึ้นๆเหมือนแก้วร้าวอ้ะ – - ไอ้เราจำเป็นต้องประสานงานฝ่ายนี้ด้วยเลยแบบ เห้ย เหนื่อยนะเว้ย แต่ละคนมองหน้ากันแบบไม่ต้องพูดตรงๆกูก็รู้เมิงด่าไร

ทีนี้…การทำงานพาเหรดมันก็สนุกนะ แต่วันหลังๆยอมรับว่าเครียดมาก โดยเฉพาะวันจริง แข่งไปเมื่อวานเนี่ย สารภาพตรงๆเลยว่าผิดหวังกับงานที่ออกมา เราเป็นคนที่ชอบทำงานเน้นไอเดีย ความสวยทีหลัง พาเหรดเลยออกมาแนวๆนั้น – -;; คือมองเผินๆจะเป็นอะไรที่ธรรมดาๆ แต่ถ้าดูความหมาย ดูสิ่งที่ต้องการสื่อทุกคนจะบอกว่าเจ๋งมาก ทั้งขบวนจะเป็นอะไรที่ผ่านกระบวนการคิดมาหมดแล้วอ่ะ

แต่ปัญหาคือยิ่งคิดมาก การสื่อออกมาเลยยิ่งต้องแรงมาก ต้องให้คนดูเข้าใจด้วย ถ้าเป็นภาพนิ่ง เป็นกราฟิกจะไม่ลำบากใจเลย แต่นี่พาเหรดที่คนมองเห็นแค่ไม่กี่วิ เราเองก็มองข้ามไปในส่วนการนำเสนอ เลยออกมาไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แถมเหนื่อยมากๆเลยด้วย

ผลออกมาไม่ชนะ ไม่เสียใจที่ไม่ได้รางวัล แต่เสียใจที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่มีข้อดีบ้างคือตอนนี้รู้จุดอ่อนของตัวเองแล้ว รุ่นน้องปีหน้าก็จองตัวขอช่วยไว้แล้ว คิดว่าจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

พูดถึงประสบการณ์…ได้เยอะมาก เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย คิดว่าหลังจากนี้จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพราะปกติใช้เวลาทำนานมาก ต้องนั่งเข้าญาณ รอไอเดียมาสถิตย์ แล้วก็ค่อนข้างยึดกับแนววิธีการทำของตัวเองเกิน พูดกับคนอื่นไม่มากพอ เพราะปกติเราทำงานคนเดียว ชอบคิดอะไรคนเดียว ทีนี้คนอื่นเห็นก็เลยงง จะพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ ขอบคุณงานนี้ที่ทำงานเราตาสว่าง กีฬาสีปีนี้สนุกมาก เหนื่อยมากๆ และคุ้มมากๆ

ป.ล. ตอนนี้อยากเป็น art director ขึ้นมาแล้วแหละ ;P

  • Kyosan

    ทุกอย่างมันไม่ง่าย ต้องได้ลองถึงรู้